ข้าวเหนียวแดง,ข้าวเหนียวมูน, หน้ากระฉีก, สังขยา,จาวตาลเชื่อม

กันยายน 17, 2009

ข้าวเหนียวแดง

ส่วนผสม

ข้าวเหนียว 6 ถ้วยตวง
กะทิ 4 ถ้วยตวง
น้ำตาลทราย 8 ถ้วยตวง
น้ำเปล่า 4 ถ้วยตวง
สารส้ม

วิธีทำ

1.  แช่ข้าวเหนียวอย่างน้อย 5 ชม. (แช่ด้วยน้ำสารส้ม)
2.  นึ่งข้าวเหนียวให้สุก ทิ้งไว้ให้เย็น
3.  ผสมน้ำตาลกับน้ำ กรองให้สะอาดตั้งไฟเคี่ยวให้เป็นยางมะตูม ใส่ข้าวเหนียวลงกวนให้เข้ากัน
4.  เอากะทิลงใส่ กวนต่อไปให้เหนียวและขึ้นเงา  เทลงในถาด เกลี่ยให้บาง ใช้ใบตองถูหน้าให้เรียบ ตัดให้เป็นชิ้นสี่เหลี่ยม

ข้าวเหนียวมูน, หน้ากระฉีก, สังขยา

ส่วนผสมข้าวเหนียว

ข้าวเหนียวงู 6 ถ้วยตวง
หัวกะทิข้น 2 1/2 ถ้วยตวง
น้ำตาลทราย 2 ถ้วยตวง
เกลือป่น 2 ช้อนชา
สารส้มป่น 1/4 ถ้วยตวง

วิธีทำ

1.  นำข้าวเหนียวใส่หม้อ ใส่น้ำให้ท่วมข้าวเหนียว ขัดด้วยสารส้มให้ทั่ว เทน้ำสารส้มทิ้ง  แช่ด้วยน้ำเปล่าให้เท่วมข้าวเหนียว พักไว้ 1 คืน
2.  ใช้ผ้าขาวบางปูลังถึง นำข้าวเหนียวเกลี่ยให้ทั่ว นึ่งน้ำเดือดไฟแรงประมาณ 45 นาที
3.  เอาน้ำตาลทราย เกลือป่น ใส่ในหัวกะทิ  ตั้งไฟคนให้ละลาย พอเดือด ยกลง
4.  เมื่อข้าวเหนียวสุก ตักใส่ชามผสมหรือภาชนะ ใส่กะทิที่ผสมในข้อ 3 คนให้ทั่ว ปิดฝาพักไว้ ข้าวเหนียวจะดูดกะทิจนแห้ง (ต้องทำขณะข้าวเหนียวสุกจากลังถึง เพราะถ้าข้าวเหนียวไม่ร้อนจะไม่ดูดน้ำกะทิ)

ส่วนผสมหน้ากระฉีก

มะพร้าวทึนทึกขูดกระต่ายจีน 3 ถ้วยตวง
น้ำตาลปีบ 2 ถ้วยตวง
น้ำเปล่าหรือน้ำลอยดอกมะลิ 1 ถ้วยตวง

วิธีทำ

1.  ผสมมะพร้าว น้ำตาลปีบ และน้ำเปล่า
2.  ตั้งไฟกวนให้เหนียว ยกลง

ส่วนผสมสังขยา

กะทิ 2 ถ้วยตวง
น้ำตาลโตนด 1 1/2 ถ้วยตวง
ไข่ 4 ถ้วยตวง

วิธีทำ

1.  ละลายน้ำตาลกับกะทิ กรองด้วยผ้าขาวบาง
2.  ใส่ไข่ และตีให้เข้ากันดี
3.  ใส่ภาชนะ นึ่งประมาณ 45 นาที

หมายเหตุ

1.  สังขยาที่รับประทานกับข้าวเหนียวจะต้องหวานจัดสักหน่อย  ถ้าเป็นสังขยาธรรมดา ลดน้ำตาลได้
2.  เมื่อจะรับประทานข้าวเหนียว  จัดใส่จาน ใช้ช้อนสังกะสีแบนค่อยๆ ช้อนสังขยาให้แบนๆ วางหน้าข้าวเหนียว

จาวตาลเชื่อม

ส่วนผสม

จาวตาลสด 25 ลูก
น้ำตาลทรายขาว 4 ถ้วยตวง
น้ำ 4 ถ้วยตวง
สารส้ม
ใบตอง

วิธีทำ

1.  ล้างจาวตาลให้หมดเมือกด้วยใบตองฉีกฝอย ขัดผิวนอกให้หมดคราบขาวๆ
2.  นำไปแช่น้ำสารส้ม 1/2 ชม.  ล้างน้ำเปล่า ผึ่งให้สะเด็ดน้ำ
3.  น้ำตาลครึ่งหนึ่งผสมกับน้ำ ใส่กระทะทองตั้งไฟ  ใส่จาวตาลลง พอจาวตาลสุกใส เติมน้ำตาลที่เหลือลงเชื่อมต่อจนเข้าเนื้อ พอน้ำเชื่อมเหนียว ยกลง

ข้าวต้มน้ำวุ้น,ข้าวต้มผัด,ข้าวตู,ข้าวเม่าคลุก,ข้าวเหนียวแก้ว

กันยายน 17, 2009

ข้าวต้มน้ำวุ้น

ส่วนผสม

ข้าวเหนียว 1 ถ้วยตวง
น้ำตาลทราย 2 ถ้วยตวง
น้ำดอกไม้สด 2 ถ้วยตวง
ใบตองตานีฉีกกว้าง 1 นิ้ว
น้ำแข็งทุบละเอียด

วิธีทำ

1.  เลือกสิ่งสกปรกออกจากข้าวเหนียว
2.  ซาวข้าวเหนียวให้สะอาด แช่น้ำไว้สักครู่ในหม้อเคลือบ ต้มให้เดือด
3.  ทำน้ำเชื่อมโดยใส่น้ำตาลและน้ำดอกไม้ลงในหม้อเคลือบ  ต้มให้เดือด
4.  พับใบตองตานีเป็นรูปสามเหลี่ยม เอาข้าวเหนียวใส่ พับกลับไปกลับมาจนสุดใบตอง ใช้ไม้กลัด กลัดใบตอง  นำไปต้มจนสุก รินน้ำทิ้ง ตั้งไว้ให้เย็น
5.  เวลาจะรับประทาน แก้ห่อใบตองออก เอาข้าวเหนียวใส่ถ้วย ใส่น้ำเชื่อม และน้ำแข็งทุบ

ข้าวต้มผัด

ส่วนผสม

ข้าวเหนียวอย่างดี 1 กก. = 5 ถ้วยตวง
มะพร้าวขูดขาว 1 กก. = 10 ถ้วยตวง
เกลือ 2 ช้อนชา
ถั่วดำต้มเปื่อย 1/2 ถ้วยตวง
กล้วยน้ำว้าสุก 2 หวี ราว 18 ผล
น้ำตาลทราย 2 1/2 ถ้วยตวง
ใบตอง

วิธีทำ

1.  เอากากข้าวเหนียวออกให้หมด และเลือกข้าวสารออกด้วย  นำไปแช่น้ำค้างคืน แล้วสรงขึ้นใส่กระชอนให้สะเด็ดน้ำ
2.  คั้นมะพร้าว ใส่น้ำทีละนิด คั้นให้ได้ 3 ถ้วยตวง  แล้วตวงน้ำตาลทราย และเกลือใส่ คนให้ละลาย  กรองเอาขี้ผงออก เทลงในกระทะทองเหลือง หรือหม้อเคลือบก็ได้  ตั้งไฟอ่อน ผัดจนข้าวเหนียวแห้ง จึงยกลงทิ้งไว้ให้เย็น
3.  ปอกกล้วยให้หมด แล้วผ่าซีก ใส่ชามไว้ ถ้ากล้วยน้ำว้างอมมาก ต้องลดน้ำตาลทรายออกบ้างสัก 2 ช้อนโต๊ะ
4.  เอาใบตองมาฉีกให้กว้างประมาณ 9 นิ้ว  ใบตองชั้นในเล็กลงนิดหน่อย เอาผ้าชุบน้ำเช็ดให้สะอาด
5.  จับใบตองให้ทแยงมุม ตักข้าวเหนียวใส่ประมาณ 3 ช้อนโต๊ะ  เอากล้วยใส่ 1 ชิ้น เอาทางด้านผ่าขึ้น  ตักข้าวเหนียวใส่อีกประมาณ 2 ช้อนโต๊ะ เอาถั่วดำต้มเปื่อยใส่ประมาณ 5-6 เม็ด  แล้วเอาชายใบตองทั้ง 2 ด้านทบเข้าหากันพับขนาดกว้าง 1 1/2 นิ้ว จนกระทั่งปิดข้าวเหนียว  เอานิ้วชี้หักที่ด้านบนให้เป็นมุม แล้วพับใบตองเข้าหาตัว ทำทั้ง 2 ข้าง  (คนที่ไม่เคยทำจะหักมุมได้ไม่สวย แต่ค่อยๆ ทำจะ ค่อยๆ ดีขึ้น ควรพยายามห่อให้แน่น)
6.  เมื่อทำครบ 2 ห่อ นำเอาตอกมามัดที่ส่วนหัวและท้ายให้แน่น โดยเอาตอกพันให้รอบห่อข้าวต้มผัด  เอานิ้วรัดตรงจุดทบกัน  หมุนหลายรอบ แล้วสอดเข้าในตอก พันเข้าหาตัว  ส่วนปลายก็ทำเช่นเดียวกัน แต่พันออกจากตัวให้ตอกทับกัน  ทำเช่นนี้จนหมด จะได้ 18 คู่  นำไปเรียงในลังถึง เอาด้านข้างหงายขึ้น  นึ่งบนน้ำเดือดประมาณ 1 ชม. 30 นาที ก็จะสุก (ก่อนจะห่อควรแบ่งข้าวเหนียวออกเป็น 36 ส่วน เวลาห่อจะได้เท่ากัน)

ข้าวตู

ส่วนผสม

ข้าวสุกตากแห้ง 3 ถ้วยตวง
มะพร้าวทึนทึกขูดฝอย 3/4 ถ้วยตวง
มะพร้าวขูด 1/2 กิโลกรัม
น้ำตาลมะพร้าว 1 ถ้วยตวง
น้ำตาลทราย 1/4 ถ้วยตวง
เทียนอบ
ดอกมะลิ
พิมพ์

วิธีทำ

1.  นำข้าวสุกที่ตากแห้งไปคั่วให้เหลืองกรอบ หรือจะใช้ข้าวตังที่เป็นเศษๆ มาคั่วก็ได้ พอเย็นนำไปบดหรือโขลกให้ละเอียด แล้วร่อนโดยใช้ตะแกรง
2.  คั้นกะทิโดยใช้น้ำลอยดอกมะลิ คั้นให้ได้ประมาณ 3 ถ้วยตวง แล้วเอาน้ำตาลมะพร้าว น้ำตาลทรายละลายในน้ำกะทิ กรองให้สะอาด
3.  นำไปใส่หม้อหรือกระทะทอง ยกขึ้นตั้งไฟ  พอเดือดใส่มะพร้าวทึนทึกลงกวนให้เข้ากัน กวนจนกะทิงวดเกือบแห้งจึงใส่ข้าวคั่วลง แล้วกวนต่อจนแห้งเป็นก้อน (อย่าใช้ไฟแรง) พอเย็นจึงใช้พิมพ์กดเป็นรูปต่างๆ
4.  ถ้าไม่มีพิมพ์ก็ใช้วิธีปั้นเป็นก้อนกลมรีก็ได้  เสร็จแล้วนำใส่ขวดโหล อบด้วยควันเทียน และดอกมะลิ

ข้าวเม่าคลุก

ส่วนผสม

ข้าวเม่าข้าวใหม่ 4 ถ้วยตวง
น้ำเดือด 1/2 ถ้วยตวง
เกลือ 1 ช้อนชา
ใบเตยหอม 5 ใบ
น้ำตาลทรายเม็ดเล็ก 1 ถ้วยตวง
กล้วยไข่งอมๆ 1 หวี
มะพร้าวทึนทึก 1 ผล

วิธีทำ

1.  เลือกซื้อข้าวเม่าใหม่ๆ จะมีกลิ่นหอม  เลือกกากอกให้หมด แล้วร่อนในตะแกรงห่างๆ เพื่อข้าวเม่าที่เป็นผงๆ หลุดออก ใส่ชามอ่างไว้
2.  ขูดมะพร้าวทึนทึกให้หมดผลประมาณ 1 1/2 ถ้วยตวง นำไปนึ่งบนน้ำเดือด
3.  ต้มน้ำให้เดือด ใส่เกลือ 1/2 ช้อนชา ใส่ใบเตย ต้มให้มีกลิ่นหอม จึงค่อยๆ เทใส่ในชามอ่างที่มีข้าวเม่า ค่อยๆ เอามือคลุกให้ทั่ว เอามะพร้าวที่นึ่งสุกแล้วผสมลงด้วยประมาณ 1 ถ้วยตวง  ที่เหลือไว้โรยหน้า พอเคล้าแล้วใช้จานปิดเพื่อให้ข้าวเม่าระอุนานประมาณ 15 นาที
4.  เวลารับประทาน เอาเกลือ 1/2 ช้อนชา คลุกกับมะพร้าว  โรยข้าวเม่า โรยน้ำตาลทราย รับประทานกับกล้วยไข่สุกงอม หรือกล้วยหอม

ข้าวเหนียวแก้ว

ส่วนผสม

ข้าวเหนียวมูนแล้ว 1 กิโลกรัม
น้ำตาลทราย 3 ถ้วยตวง
น้ำดอกไม้สด 1 ถ้วยตวง
เกลือ 1/2 ช้อนชา
น้ำปูนใส 1 ช้อนชา

วิธีทำ

1.  นำน้ำดอกไม้ผสมน้ำตาลทราย เกลือ น้ำปูนใส กรองให้สะอาด
2.  นำกระทะทองใส่ส่วนผสมที่กรองแล้ว ตั้งไฟให้เดือด นำข้าวเหนียวลงกวนจนแห้ง
3.  จัดใส่ถ้วยหรือถาดก็ได้

ขนมเหนียว,ขนมสอดไส้,ขนมสาลี่,ขนมหน้านวล,ขนมหม้อแกง

กันยายน 17, 2009

ขนมเหนียว

ส่วนผสม

แป้งข้าวเหนียว 2 ถ้วยตวง
แป้งข้าวเจ้า 1/2 ถ้วยตวง
มะพร้าวขูดเส้น 1 ถ้วยตวง
น้ำตาลโตนด 1 ถ้วยตวง
ข้าวสาร 1/4 ถ้วยตวง
น้ำเปล่า 1 ถ้วยตวง

วิธีทำ

1.  ผสมแป้งข้าวเจ้าและแป้งข้าวเหนียว นวดกับน้ำ 1/4 ถ้วยตวง (ค่อยๆ ผสมลงอย่าใช้น้ำมาก) นวดจนเข้ากัน จนปั้นได้  คลึงเป็นแผ่นหนาประมาณ 1/2 นิ้ว วางบนผ้าขาวบางบนลังถึง นึ่งให้สุก
2.  ขูดมะพร้าวแล้วนึ่งให้สุก
3.  น้ำตาลโตนด ผสมน้ำ 1 1/4 ถ้วยตวง เคี่ยวให้เหนียว
4.  ข้าวสารแช่น้ำ แล้วนำขึ้นผึ่ง คั่วให้เหลือง
5.  ตัดแป้งเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าเล็กๆ คลุกกับมะพร้าว  เวลาจัดลงภาชนะให้นำแป้งวางให้สวยงาม โรยด้วยข้าวคั่ว ราดน้ำตาลเคี่ยว

ขนมสอดไส้

ส่วนผสม

มะพร้าวขูด 1/2 กิโลกรัม
น้ำตาลปีบ 3/4 กิโลกรัม
มะพร้าวขูดขาว 1/2 กิโลกรัม
แป้งข้าวเหนียวดำ 1 1/2 ถ้วยตวง
แป้งข้าวเจ้า 1 ถ้วยตวง
เกลือป่น 2 ช้อนชา
ใบตอง

วิธีทำไส้

1.  ผสมมะพร้าวขูด และน้ำตาลปีบ  กวนในกระทะทองให้เหนียวเป็นสีน้ำตาล พักไว้ให้เย็น
2.  ปั้นเป็นก้อนกลมเล็กๆ

วิธีทำแป้งหุ้มไส้

1.  แป้งข้าวเหนียวดำผสมน้ำเล็กน้อย นวดให้เข้ากันพอปั้นได้ ปั้นเป็นก้อนเท่ากับไส้
2.  แผ่แป้งให้บางๆ หุ้มไส้ที่เตรียมไว้ให้มิด

วิธีทำหน้ากะทิ

คั้นกะทิ ผสมกับแป้งข้าวเจ้า เกลือป่น คนให้เข้ากันแล้วยกขึ้นตั้งไฟ กวนจนสุก

วิธีทำ

1.  นำไส้ที่หุ้มแป้งไว้แล้ว วางบนใบตองที่เตรียมไว้
2.  ตักหน้ากะทิหยอดลงตรงไส้ แล้วห่อเรียงลงลังถึง นึ่งประมาณ 15-20 นาที

ขนมสาลี่

ส่วนผสม

แป้งสาลี 1 1/2 ถ้วยตวง
ไข่ไก่ 10 ฟอง
น้ำตาลทราย 1 1/2 ถ้วยตวง
น้ำมะนาว 2 ช้อนชา

วิธีทำ

1.  ร่อนแป้งหลายๆ ครั้ง
2.  ต่อยไข่รวมกันทั้งฟอง ใช้ไม้ตีไข่ให้ขึ้น
3.  ผสมน้ำตาลลงทีละน้อย ตีต่อไปเรื่อยๆ ผสมน้ำมะนาวลงไป ตีจนไข่ฟูละเอียด
4.  ผสมแป้งลงไป ค่อยๆ คนเบาๆ
5.  นึ่งถาดที่จะใช้นึ่งขนมให้ร้อน เทขนมลงไปให้เต็ม วางในลังถึง นึ่งด้วยไฟแรง น้ำเดือดพล่าน
6.  เวลาจะดูขนมให้ใช้ไม้จิ้มลง ถ้าขนมไม่ติดไม้ แสดงว่าขนมสุกแล้ว

ขนมหน้านวล

ส่วนผสม

ไข่ไก่ (ใช้แต่ไข่แดง) 4 ฟอง
น้ำตาลป่น 3/4 ถ้วยตวง
แป้งสาลีร่อนแล้ว 2 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ

1.  ตีไข่ให้ขึ้นฟู ใส่น้ำตาลทรายป่นทีละน้อยจนหมด  แล้วจึงใส่แป้ง ค่อยๆ คนเบาๆ ให้เข้ากัน
2.  นำน้ำมันพืชหรือน้ำมันหมูทาพิมพ์รูปเรือ โดยตักน้ำมันหยอดลงในพิมพ์เล็กน้อย แล้วจึงเรียงพิมพ์ลงในถาดอบ อบไฟ 250 องศาฟาเรนไฮต์ จนพิมพ์ร้อน ใช้เวลาประมาณ 2-3 นาที จึงเอาออกจากเตา
3.  ตักขนมใส่ลงในพิมพ์ 3/4 ของพิมพ์  อบไฟ 250 องศาฟาเรนไฮต์ ประมาณ 10-15 นาที จนขนมสุกเหลือง เอาออกจากเตา
4.  ปล่อยให้ขนมเย็น แล้วจึงแกะออกจากพิมพ์วางบนตะแกง ปล่อยไว้ให้เย็น จึงเก็บใส่กล่องปิดฝา

หมายเหตุ ลักษณะขนมควรเป็นสีเหลืองนวล เป็นโพรง เมื่อหักออกจะมีน้ำเชื่อมเยิ้มเหนียว รับประทานกับมะพร้าวทึนทึก

ขนมหม้อแกง

ส่วนผสม

เผือกนึ่งสุกแล้วบี้ให้แตก 1 ถ้วยตวง
ไข่ 5 ฟอง
มะพร้าว 1 1/2 ถ้วยตวง
น้ำตาลปีบ 1 1/2 ถ้วยตวง
หัวหอม
น้ำมันมะพร้าวหรือน้ำมันพืช

วิธีทำ

1.  นึ่งเผือกให้สุก แล้วปอกเปลือก บดให้แตก อย่าให้เป็นเม็ด
2.  ไข่ น้ำตาล มะพร้าว ผสมให้เข้ากัน กรองด้วยผ้าขาวบาง
3.  นำเผือกและน้ำกะทิที่ผสมไว้ ค่อยๆ ผสมทีละน้อย จนเผือกละลายเข้าเป็นเนื้อเดียวกัน เอาขึ้นตั้งไฟกลาง คนพอขนมแข็งตัว
4.  ซอยหอม เจียวให้เหลือง พักไว้
5.  ทำน้ำมันในถาดสำหรับปิ้ง แล้วนำขนมใส่ลงในถาด เอาเข้าเตาอบหรือผิงไฟล่างไฟบน แล้วแต่สะดวก

ขนมปุยฝ้าย,ขนมเปียกปูน,ขนมผิง,ขนมฟักทอง,ขนมมันสำปะหลัง

กันยายน 17, 2009

ขนมปุยฝ้าย

ส่วนผสม

แป้งสาลี (แป้งเบาที่สุด) 5 ถ้วยตวง
น้ำตาลทรายละเอียด 3 ถ้วยตวง
ไข่ไก่ 4 ฟอง
น้ำมะนาว 3 ช้อนชา
น้ำ 2 ถ้วยตวง
หัวน้ำหอมมะลิ 2 ช้อนชา
สีผสมอาหาร (เล็กน้อย ถ้าสีจัดจะไม่สวย)

วิธีทำ

1.  ร่อนแป้ง 3 ครั้ง
2.  ผสมน้ำ น้ำมะนาว หัวน้ำหอมมะลิ
3.  ตีไข่ให้ขึ้นฟู
4.  ค่อยๆ ผสมน้ำตาลลงในไข่ที่ตีขึ้นฟูแล้ว ตีต่อไปให้ขึ้นแข็ง น้ำตาลละลาย
5.  นำแป้งที่ร่อนแล้วผสมลงเบาๆ มือ สลับกับน้ำมะนาวที่ผสมไว้ อย่าให้แป้งเป็นเม็ด แบ่งผสมสีตามชอบ
6.  นำถ้วยกระดาษหรือตัดกระดาษแก้ว จับมุมวางลงในถ้วยตะไล หยอดขนมลงให้เต็ม
7.  ตั้งลังถึงให้น้ำมากหน่อย รอให้น้ำเดือดพล่าน วางลังถึงขนมลง ลดไฟลงเล็กน้อย อย่าให้น้ำเดือดมากนัก ทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที แล้วยกลง

หมายเหตุ ขนมปุยฝ้ายที่ดีนั้นจะแตกออกเป็นกลีบ 3 ถึง 4 กลีบจะสวย  นำขนมวางบนตะแกรงให้เย็นเสียก่อน จึงเก็บ ขนมจะไม่ขึ้นรา เก็บไว้ได้ประมาณ 3-4 วัน

ขนมเปียกปูน

ส่วนผสม

แป้งข้าวเจ้า 4 ถ้วยตวง
แป้งมัน 2 ช้อนโต๊ะ
น้ำปูนใส 1 ถ้วยตวง
น้ำตาลปีบ 3 ถ้วยตวง
น้ำเปล่า 8 ถ้วยตวง
กาบมะพร้าวเผาไฟ 3 กาบ
มะพร้าวทึนทึก 1 ผล

วิธีทำ

1.  ผสมแป้งทั้งสองชนิดเข้าด้วยกัน ผสมน้ำปูนใส น้ำเปล่า และน้ำตาล กรองด้วยผ้าขาวบาง
2.  กาบมะพร้าวที่เผาแล้วละลายน้ำที่เหลือ กรองด้วยผ้าขาวบาง ผสมลงในแป้งให้มีสีดำ
3.  กวนแป้งในกระทะทอง หรืออะลูมิเนียมสำหรับทำขนมก็ได้  กวนจนเหนียว เกือบแห้ง
4.  ตักใส่ถาดพิมพ์ ทิ้งไว้ให้เย็น จะตัดเป็นชิ้นหรือแกะออกจากพิมพ์ก็ได้
5.  ใช้มะพร้าวขูดเป็นเส้น คลุกกับเกลือป่นเล็กน้อย โรยบนขนม

หมายเหตุ กาบมะพร้าวเผาไฟจะต้องกรอง 2 คร้ง ให้ได้น้ำที่ปราศจากผงจริงๆ บางตำรับก็จะใช้สีแทน   การกวนควรใช้พายไม้ เพราะแป้งที่ใกล้แห้งจะกระเด็นมาก

ขนมผิง

ส่วนผสม

แป้งมัน 1 1/2 ถ้วยตวง
กะทิ 1 ถ้วยตวง
ไข่แดงของไข่ไก่ 2 ฟอง
น้ำตาลทราย 1/2 ถ้วยตวง

วิธีทำ

1.  ผสมน้ำตาลกับกะทิ ตั้งไฟพอละลาย เคี่ยวจนเป็นยางมะตูม ใส่ไข่แดงคนให้เข้ากัน
2.  คั่วแป้งมันให้สุก นำแป้งค่อยๆ ผสมกับน้ำตาลเคี่ยวที่ทำไว้ เคล้าให้เข้ากัน  ปั้นเป็นเม็ดกลมเล็ก วางบนถาดที่ทาไขมันเล็กน้อย นำเข้าอบไฟกลางให้สุก
3.  เมื่อนำออกจากเตา ทิ้งให้เย็น อบด้วยควันเทียน

ขนมฟักทอง

ส่วนผสม

แป้งข้าวเจ้า 1 ถ้วยตวง
แป้งมัน 1/4 ถ้วยตวง
ฟักทองเนื้อดีบดละเอียด 1 ถ้วยตวง
กะทิ 1/4 ถ้วยตวง
น้ำตาลทราย 1 ถ้วยตวง

วิธีทำ

1.  ผสมแป้งข้าวเจ้า แป้งมัน น้ำตาลทราย เนื้อฟักทองบดละเอียด  ค่อยๆ ใส่กะทิ และนวดให้เข้ากันจนกะทิหมด
2.  นำส่วนผสมนี้หยอดลงในถ้วยตะไล
3.  นำถ้วยตะไลใส่ในลังถึง นึ่งในน้ำเดือดประมาณ 20 นาที พอขนมสุกยกลง พักไว้ให้เย็น
4.  แกะขนมออกจัดใส่จาน โรยหน้าด้วยมะพร้าวทึนทึกขูดฝอย

ขนมมันสำปะหลัง

ส่วนผสม

มันสำปะหลัง 1 กิโลกรัม
น้ำตาลทราย 1/3 กิโลกรัม
มะพร้าวทึนทึก 1 กิโลกรัม
น้ำดอกไม้สด 4 1/2 ถ้วยตวง

วิธีทำ

1.  ปอกเปลือกมันสำปะหลัง ไสให้ละเอียด
2.  ขูดมะพร้าวเป็นเส้นๆ
3.  ผสมน้ำตาลทราย น้ำดอกไม้สด
4.  ผสมของทั้งหมดให้เข้ากันดี ตักใส่ถ้วยนึ่ง หรือจะห่อด้วยใบตองแล้วนึ่งก็ได้

ขนมชั้น,ขนมด้วง,ขนมตาล,ขนมถ้วยฟู,ขนมน้ำดอกไม้

กันยายน 17, 2009

ขนมชั้น

ส่วนผสม

แป้งข้าวเจ้าชนิดผงอย่างดี 2 ถ้วยตวง
แป้งมันหรือแป้งท้าวยายม่อม 2 ถ้วยตวง
น้ำตาลทราย 6 ถ้วยตวง
น้ำลอยดอกมะลิ 8 ถ้วยตวง
กะทิ 6 ถ้วยตวง
น้ำใบเตย
สีชมพู (สีผสมอาหาร)

วิธีทำ

1.  ต้มน้ำตาลกับน้ำลอยดอกมะลิ 2 ถ้วยตวง พอเดือดและน้ำตาลละลาย แล้วกรอง ทิ้งไว้ให้เย็น
2.  ผสมแป้งข้าวเจ้า แป้งมัน กับกะทิน้ำเชื่อม คนให้เข้ากัน
3.  แบ่งแป้งออกเป็นสีขาว 2 ส่วน  สีชมพู และสีใบเตย 1 ส่วน
4.  นำถาดใส่บนลังถึง ตั้งบนไฟแรงๆ พอน้ำเดือดเปิดฝา ตักแป้งสีขาว เทใส่ให้บางๆ ปิดฝานึ่ง นึ่งจนสุก จะมีลักษณะใส
5.  เปิดฝาลังถึง ตักแป้งสีชมพูใส่ลงอีก ทำสลับกันจนหมดแป้ง
6.  สีเขียวใบเตยก็ทำเช่นเดียวกับสีชมพู พอสุกทิ้งไว้ให้เย็น ตัดเป็นรูปตามชอบ

ขนมด้วง

วนผสม

แป้งข้าวเจ้า 1 ถ้วย
แป้งมัน 1 ถ้วย
น้ำ 1 ถ้วย
มะพร้าวทึนทึก 1 ซีก
น้ำตาลทราย 1/2 ถ้วยตวง
งาคั่วแล้ว 2 ช้อนโต๊ะ
เกลือป่น 1 ช้อนชา
หัวกะทิ 1/2 ถ้วย

วิธีทำ

1.  ผสมแป้งข้าวเจ้าและแป้งมัน (เหลือแป้งมันไว้ทำนวลนิดหน่อย) กับน้ำตั้งไฟ กวนพอสุก พักไว้ให้เย็น นวดแป้งให้เนียน โรยนวลเล็กน้อย
2.  แบ่งแป้งเป็นก้อนเล็กๆ ใช้มือคลึงแป้งให้เป็นรูปแหลมหัวแหลมท้าย แล้วนำไปใส่ลังถึง นึ่งแป้งให้สุก
3.  ขูดมะพร้าวทึนทึกด้วยมือให้เป็นเส้นยาว นำไปนึ่ง เมื่อขนมสุกนำมาคลุกกับมะพร้าว
4.  หัวกะทิผสมกับเกลือป่น
5.  งาคั่วบุบพอแตก ผสมกับน้ำตาลทราย
6.  เวลาจะรับประทาน จัดขนมลง ราดด้วยกะทิและโรยงา

หมายเหตุ ตอนที่ปั้นแป้ง จะแบ่งแป้งผสมสีด้วยก็ได้

ขนมตาล

ส่วนผสม

เนื้อลูกตาลยีแล้ว 1/2 ถ้วยตวง
แป้งข้าวเจ้า 2 ถ้วยตวง
น้ำตาลทราย 1 ถ้วยตวง
กะทิ 2 ถ้วยตวง
มะพร้าวทึนทึก 1 ซีก

วิธีทำ

1.  ผสมแป้งและเนื้อลูกตาล แล้วนวด เติมกะทิทีละน้อยจนหมด
2.  ใส่น้ำตาลทราย คนให้ละลายเข้ากันดี
3.  นำไปตากแดดสัก 3-4 ชม. ให้แป้งข้น
4.  ขูดมะพร้าวให้เป็นเส้นยาว
5.  เมื่อแป้งขึ้น เนื้อขนมจะนูนขึ้น ตักขนมหยอดใส่ถ้วยตะไล หรือกระทงก็ได้ แล้วโรยมะพร้าว นึ่งไฟแรงประมาณ 15 นาที

หมายเหตุ เนื้อลูกตาลยีนั้น นำมาจากผลตาลที่สุกจนเหลืองดำ ส่วนมากจะหล่นจากต้นเอง  ผลตาลนั้นมีกลิ่นแรง เมื่อปอกเปลือกออกเนื้อข้างในจะเป็นสีเหลือง นำมายีกับน้ำสะอาดให้หมดสีเหลือง  นำน้ำที่ยีแล้วใส่ถุงผ้า ผูกไว้ให้น้ำตกเหลือแต่เนื้อ

ขนมถ้วยฟู

ส่วนผสม

แป้งข้าวเจ้า 3 1/2 ถ้วยตวง
น้ำลอยดอกมะลิ 2 ถ้วยตวง
น้ำตาลทรายขาว 1 1/2 ถ้วยตวง
ยีสต์ผง 2 ช้อนชา
ผงฟู 4 ช้อนชา

วิธีทำ

1.  ร่อนแป้งข้าวเจ้ากับยีสต์รวมกัน แล้วค่อยๆ ใส่น้ำลอยดอกมะลิทีละน้อยๆ นวดจนแป้งนุ่ม แล้วใส่น้ำตาลทรายลงในแป้ง  นวดต่อจนน้ำตาลทรายละลายหมด หลังจากนั้นค่อยๆ ใส่น้ำลอยดอกมะลิในส่วนผสมแป้งทั้งหมด
2.  หมักส่วนผสมแป้งไว้ประมาณ 3 ชม.
3.  เตรียมลังถึง ตั้งน้ำให้เดือด นึ่งถ้วยให้ร้อนจัด  ตักส่วนผสมแป้งที่หมักไว้ 1 ถ้วยตวง ใส่ผงฟู 1/2 ช้อนชา ผสมให้เข้ากัน หยอดลงในถ้วยให้เต็ม  นึ่งไฟแรงประมาณ 15 นาที ทิ้งให้ขนมอุ่นๆ จึงแคะออกจากถ้วย

ขนมน้ำดอกไม้

ส่วนผสม

แป้งข้าวเจ้า 1 ถ้วยตวง
แป้งท้าวยายม่อม 2 ช้อนโต๊ะ
น้ำตาลทรายขาว 1 ถ้วยตวง
น้ำ (ทำน้ำเชื่อม) 1 ถ้วยตวง
น้ำลอยดอกมะลิ 1 ถ้วยตวง
สีขนมตามชอบ

วิธีทำ

1.  ผสมน้ำตาลทรายกับน้ำดอกมะลิ แล้วนำไปตั้งไฟให้น้ำตาลละลาย กรองพักไว้ให้เย็น
2.  ผสมแป้งทั้ง 2 ชนิดเข้าด้วยกัน
3.  เทน้ำเชื่อมที่เย็นแล้วลงในแป้ง ค่อยๆ นวดให้เข้ากัน
4.  ใส่น้ำดอกมะลิลงไปละลายให้เข้ากันดี แล้วแบ่งใส่สีตามชอบ นำไปนึ่งไฟแรง น้ำเดือด  ขนมจะสุกและบุ๋มตรงกลาง พอเย็นแกะออกจากถ้วยตะไล

ข้อแนะนำ ก่อนตักขนมใส่ถ้วยตะไล ต้องนึ่งถ้วยตะไลให้ร้อนก่อน จึงหยอดขนมใส่ถ้วย แล้วปิดฝาทันที   และถ้าน้ำตาลหวานเกินไปจะทำให้ขนมไม่บุ๋ม

กล้วยไข่เชื่อม,กล้วยบวชชี,กลีบลำดวน,แกงบวดฟักทอง,ขนมกล้วย

กันยายน 17, 2009

กล้วยไข่เชื่อม

ส่วนผสม

กล้วยไข่ห่ามๆ 12 ผล
น้ำตาลทราย 1 ถ้วยตวง
น้ำ 1 ถ้วยตวง

วิธีทำ

1.  ตวงน้ำกับน้ำตาลใส่กระทะทองยกขึ้นตั้งไฟ เคี่ยวจนน้ำตาลละลาย แล้วนำมากรอง นำไปเคี่ยวใหม่จนน้ำตาลเดือด
2.  ปอกเปลือกกล้วย ลอกเส้นใยกล้วยออกให้หมด ใส่ในน้ำตาลที่เดือด จะเชื่อมทั้งลูก หรือตัดเป็น 2 ท่อนก็ได้
3.  เชื่อมไปสักครู่ จนเห็นว่าสีของกล้วยสุกเหลืองและใสทั่วกัน จึงตักขึ้นใส่จานหรือชามสำหรับรับประทาน

หมายเหตุ ขณะเชื่อมกล้วย จะต้องไม่คน เพราะจะทำให้กล้วยเละและเป็นขน ควรใช้ช้อนตักน้ำเชื่อมราดบนกล้วยเท่านั้น

กล้วยบวชชี

ส่วนผสม

หัวกะทิ 1 ถ้วยตวง
กะทิ 6 ถ้วยตวง
กล้วยน้ำว้าหรือกล้วยไข่ 1 หวี (ประมาณ 15 ผล)
น้ำตาลทรายขาว 1 ถ้วยตวง
เกลือ 1 1/2 ช้อนชา

วิธีทำ

1.  ปอกกล้วยให้หมดเส้นใย ถ้าเป็นกล้วยไข่ให้ตัด 2 ท่อน ถ้าเป็นกล้วยน้ำว้าให้ผ่า 2 ซีก แล้วตัด 2 ท่อน
2.  หัวกะทิตั้งไฟให้เดือด
3.  หางกะทิใส่น้ำตาล เกลือ ตั้งไฟ และต้องคอยคนอยู่เสมอ พอเดือดใส่กล้วย ต้มพอสุก ยกลง เวลาตักใช้หัวกะทิราด

กลีบลำดวน

ส่วนผสม

แป้งสาลี 5 ถ้วยตวง
น้ำตาลทรายเม็ดบดละเอียด 4 ถ้วยตวง
น้ำมันพืชหรือน้ำมันหมู 1 1/2 ถ้วยตวง

วิธีทำ

1.  ร่อนแป้ง 2-3 ครั้ง น้ำตาลบดละเอียด
2.  นำแป้งและน้ำตาลเคล้าให้เข้ากัน ใส่น้ำมันทีละน้อย นวดไปผสมไป จนปั้นเป็นก้อนได้
3.  ปั้นแป้งให้เป็นก้อนกลมๆ เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1/2 นิ้ว ใช้มีดปลายแหลมกรีดแบ่งเป็น 3 กลีบ จัดรูปให้งุ้มเหมือนกลีบลำดวน หยิบแป้งปั้นเม็ดเล็กๆ วางกลางดอกเป็นเกสร
4.  ทาน้ำมันที่ถาดอบ เรียงขนมใส่ ใช้ไฟกลางประมาณ 15-20 นาที สุกแล้วพักไว้ให้คลายร้อน เก็บใส่ขวดโหล

แกงบวดฟักทอง

ส่วนผสม

ฟักทองเนื้อแน่นๆ 1 กิโลกรัม
มะพร้าวขูดขาว 1/2 กิโลกรัม
น้ำตาลปีบ 1 ถ้วยตวง
เกลือป่น 1 ช้อนชา

วิธีทำ

1.  คั้นกะทิให้ได้กะทิ 1 ถ้วยตวง และหางกะทิ 2 ถ้วยตวง
2.  ปอกเปลือกฟักทอง ฝานไส้กลางทิ้ง หั่นเป็นชิ้นขนาดพอสมควร ล้างน้ำสะอาดแล้วผึ่งให้สะเด็ดน้ำ
3.  ตั้งหางกะทิบนไฟกลาง คนตลอดเวลา พอเดือดใส่ฟักทองลงต้มประมาณ 10 นาที ใส่น้ำตาลคนให้ละลาย ต้มต่ออีก 5 นาที จึงเติมหัวกะทิและเกลือป่น ต้มให้เดือดอีกครั้ง ยกลงรับประทานได้

ขนมกล้วย

ส่วนผสม

กล้วยน้ำว้าปอกเปลือกยีให้เละ 3 ถ้วยตวง
มะพร้าวขูดขาว 1 ถ้วยตวง
แป้งข้าวเจ้า 3 ถ้วยตวง
น้ำตาลทราย 2 ถ้วยตวง
เกลือป่น 1 ช้อนโต๊ะ
กะทิข้นๆ 1 ถ้วยตวง

วิธีทำ

1.  นำกล้วยที่ยีแล้ว แป้งข้าวเจ้า น้ำตาล เกลือและกะทิผสมกัน เคล้าให้เข้ากันดี
2.  ตักส่วนผสมนี้ลงในถ้วยตะไล หรือห่อด้วยใบตอง หรือถาดก็ได้ และโรยด้วยมะพร้าวขูด ซึ่งเคล้ากับเกืลอป่นเล็กน้อย
3.  นำไปนึ่งในลังถึงที่น้ำกำลังเดือด ประมาณ 20 นาทีจึงยกลง

หมายเหตุ กล้วยที่ใช้ควรเป็นกล้วยที่สุกงอม เพราะจะทำให้มีรสหวานอร่อย


ขนมไทย

กันยายน 16, 2009

ขนมไทย เป็นของหวานที่ทำและรับประทานกันในอาณาจักรไทย มีเอกลักษณ์ด้านวัฒนธรรมประจำชาติไทยคือ มีความละเอียดอ่อนประณีตในการเลือกสรรวัตถุดิบ วิธีการทำ ที่พิถีพิถัน รสชาติอร่อยหอมหวาน สีสันสวยงาม รูปลักษณ์ชวนรับประทาน ตลอดจนกรรมวิธีการรับประทานที่ปราณีตบรรจงของขนมแต่ละชนิด ซึ่งยังแตกต่างกันไปตามลักษณะของขนมชนิดนั้นๆ

ประวัติความเป็นมา

ในสมัยโบราณคนไทยจะทำขนมเฉพาะวาระสำคัญเท่านั้น เป็นต้นว่างานทำบุญ เทศกาลสำคัญ หรือต้อนรับแขกสำคัญ เพราะขนมบางชนิดจำเป็นต้องใช้กำลังคนอาศัยเวลาในการทำพอสมควร ส่วนใหญ่เป็น ขนมประเพณี เป็นต้นว่า ขนมงาน เนื่องในงานแต่งงาน ขนมพื้นบ้าน เช่น ขนมครก ขนมถ้วย ฯลฯ ส่วนขนมในรั้วในวังจะมีหน้าตาจุ๋มจิ๋ม ประณีตวิจิตรบรรจงในการจัดวางรูปทรงขนมสวยงาม

ขนมไทยที่นิยมทำกันทุกๆ ภาคของประเทศไทย ในพิธีการต่างๆ เนื่องในการทำบุญเลี้ยงพระ ก็คือขนมจากไข่ และมักถือเคล็ดจากชื่อและลักษณะของขนมนั้นๆ งานศิริมงคลต่างๆ เช่น งานมงคลสมรส ทำบุญวันเกิด หรือทำบุญขึ้นบ้านใหม่ ส่วนใหญ่ก็จะมีการเลี้ยงพระกับแขกที่มาในงาน เพื่อเป็นศิริมงคลของงานขนมก็จะมีฝอยทอง เพื่อหวังให้อยู่ด้วยกันยืดยาว มีอายุยืน ขนมชั้นก็ให้ได้เลื่อนขั้นเงินเดือน ขนมถ้วยฟูก็ขอให้เฟื่องฟู ขนมทองเอกก็ขอให้ได้เป็นเอก เป็นต้น

สมัยรัตนโกสินทร์ จดหมายเหตุความทรงจำของกรมหลวงนรินทรเทวี กล่าวไว้ว่าในงานสมโภชพระแก้วมรกตและฉลองวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ได้มีเครื่องตั้งสำรับหวานสำหรับพระสงฆ์ 2,000 รูป ประกอบด้วย ขนมไส้ไก่ ขนมฝอย ข้าวเหนียวแก้ว ขนมผิง กล้วยฉาบ ล่าเตียง หรุ่ม สังขยา ฝอยทอง และขนมตะไล

ในสมัยรัชกาลที่ 5 มีการพิมพ์ตำราอาหารออกเผยแพร่ รวมถึงตำราขนมไทยด้วย จึงนับได้ว่าวัฒนธรรมขนมไทยมีการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรครั้งแรก ตำราอาหารไทยเล่มแรกคือแม่ครัวหัวป่าก์ เขียนโดยท่านผู้หญิงเปลี่ยน ภาสกรวงศ์ ในหนังสือเล่มนี้ มีรายการสำรับของหวานเลี้ยงพระได้แก่ ทองหยิบ ฝอยทอง ขนมหม้อแกง ขนมหันตรา ขนมถ้วยฟู ขนมลืมกลืน ข้วเหนียวแก้ว วุ้นผลมะปราง

ในสมัยต่อมาเมื่อการค้าเจริญขึ้นในตลาดมีขนมนานาชนิดมาขาย ทั้งขายอยู่กับที่ แบกกระบุง หาบเร่ และมีการปรับปรุงการบรรจุหีบห่อไปตามยุคสมัย เช่นในปัจจุบันมีการบรรจุในกล่องโฟมแทนการห่อด้วยใบตองในอดีต

การแบ่งประเภทของ

แบ่งตามวิธีการทำให้สุกได้ดังนี้

  • ขนมที่ทำให้สุกด้วยการกวน ส่วนมากใช้กระทะทอง กวนตั้งแต่เป็นน้ำเหลวใสจนงวด แล้วเทใส่พิมพ์หรือถาดเมื่อเย็นจึงตัดเป็นชิ้น เช่น ตะโก้ ขนมลืมกลืน ขนมเปียกปูน ขนมศิลาอ่อน และผลไม้กวนต่างๆ รวมถึง ข้าวเหนียวแดง ข้าวเหนียวแก้ว และกะละแม
  • ขนมที่ทำให้สุกด้วยการนึ่ง ใช้ลังถึง บางชนิดเทส่วนผสมใส่ถ้วยตะไลแล้วนึ่ง บางชนิดใส่ถาดหรือพิมพ์ บางชนิดห่อด้วยใบตองหรือใบมะพร้าว เช่น ช่อม่วง ขนมชั้น ข้าวต้มผัด สาลี่อ่อน สังขยา ขนมกล้วย ขนมตาล ขนมใส่ไส้ ขนมเทียน ขนมน้ำดอกไม้
  • ขนมที่ทำให้สุกด้วยการเชื่อม เป็นการใส่ส่วนผสมลงในน้ำเชื่อมที่กำลังเดือดจนสุก ได้แก่ ทองหยอด ทองหยิบ ฝอยทอง เม็ดขนุน กล้วยเชื่อม จาวตาลเชื่อม
  • ขนมที่ทำให้สุกด้วยการทอด เป็นการใส่ส่วนผสมลงในกระทะที่มีน้ำมันร้อนๆ จนสุก เช่น กล้วยทอด ข้าวเม่าทอด ขนมกง ขนมค้างคาว ขนมฝักบัว ขนมนางเล็ด
  • ขนมที่ทำให้สุกด้วยการนึ่งหรืออบ ได้แก่ ขนมหม้อแกง ขนมหน้านวล ขนมกลีบลำดวน ขนมทองม้วน สาลี่แข็ง ขนมจ่ามงกุฏ นอกจากนี้ อาจรวม ขนมครก ขนมเบื้อง ขนมดอกลำเจียกที่ใช้ความร้อนบนเตาไว้ในกลุ่มนี้ด้วย
  • ขนมที่ทำให้สุกด้วยการต้ม ขนมประเภทนี้จะใช้หม้อหรือกระทะต้มน้ำให้เดือด ใส่ขนมลงไปจนสุกแล้วตักขึ้น นำมาคลุกหรือโรยมะพร้าว ได้แก่ ขนมถั่วแปบ ขนมต้ม ขนมเหนียว ขนมเรไร นอกจากนี้ยังรวมขนมประเภทน้ำ ที่นิยมนำมาต้มกับกะทิ หรือใส่แป้งผสมเป็นขนมเปียก และขนมที่กินกับน้ำเชื่อและน้ำกะทิ เช่น กล้วยบวชชี มันแกงบวด สาคูเปียก ลอดช่อง ซ่าหริ่ม

วัตถุดิบในการปรุง

ขนมไทยส่วนใหญ่ทำมาจากข้าวและจะใช้ส่วนประกอบอื่นๆ เช่น สี ภาชนะ กลิ่นหอมจากธรมชาติ ข้าวที่ใช้ในขนมไทยมีทั้งใช้ในรูปข้าวทั้งเม็ดและข้าวที่อยู่ในรูปแป้ง นอกจากนั้นยังมีวัตถุดิบอื่นๆ เช่น มะพร้าว ไข่ น้ำตาล ซึ่งจะกว่างถึงรายละเอียดดังต่อไปนี้

ข้าวและแป้ง

การนำข้าวมาทำขนมของคนไทยเริ่มตั้งแต่ข้าวไม่แก่จัด ข้าวอ่อนที่เป็นน้ำนม นำมาทำข้าวยาคู พอแก่ขึ้นอีกแต่เปลือกยังเป็นสีเขียวนำมาทำข้าวเม่า ข้าวเม่าที่ได้นำไปทำขนมได่อีกหลายชนิด เช่น ข้าวเม่าคลุก ข้าวเม่าบด ข้าวเม่าหมี่ กระยาสารท ข้าวเจ้าที่เหลือจากการรับประทาน นำไปทำขนมไข่มด ขนมไข่จิ้งหรีด ข้าวตูได้อีก ส่วนแป้งที่ใช้ทำขนมไทยส่วนใหญ่ได้มาจากข้าวคือแป้งข้าวเจ้าและแป้งข้าวเหนียว ในสมัยก่อนใช้แป้งสดคือแป้งที่ได้จากการนำเม็ดข้าวแช่น้ำแล้วโม่ให้ละเอียด ในปัจจุบันใช้แป้งแห้งที่ผลิตจากโรงงาน นอกจากนี้ แป้งที่ใช้ได้แก่ แป้งถั่ว แป้งท้าวยายม่อม แป้งมันสำปะหลัง ส่วนแป้งสาลีมีใช้น้อย มักใช้ในขนมที่ได้รับอิทธิพลจากต่างชาติ

มะพร้าวและกะทิ

มะพร้าวนำมาใช้เป็นส่วนประกอบของขนมไทยได้ตั้งแต่มะพร้าวอ่อนจนถึงมะพร้าวแก่ดังนี้

  • มะพร้าวอ่อน ใช้เนื้อผสมในขนม เช่น เปียกสาคู วุ้นมะพร้าว สังขยามะพร้าวอ่อน
  • มะพร้าวทึนทึก ใช้ขูดฝอยทำเป็นไส้กระฉีก ใช้คลุกกับข้าวต้มมัดเป็นข้าวต้มหัวหงอก และใช้เป็นมะพร้าวขูดโรยหน้าขนมหลายชนิด เช่น ขนมเปียกปูน ขนมขี้หนู ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของขนมไทย
  • มะพร้าวแก่ นำมาคั้นเป็นกะทิก่อนใส่ในขนม นำไปทำขนมได้หลายแบบ เช่น ต้มผสมกับส่วนผสม เช่นกล้วยบวชชี แกงบวดต่างๆ หรือตักหัวกะทิราดบนขนม เช่น สาคูเปียก ซ่าหริ่ม บัวลอย

น้ำตาล

แต่เดิมนั้นน้ำตาลที่นำมาใชทำขนมคือน้ำคาลจากตาลหรือมะพร้าว ในบางท้องที่ใช้น้ำตาลอ้อย น้ำตาลทรายถูกนำมาใช้ภายหลัง

ไข่

เริ่มเป็นส่วนผสมของขนมไทยตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชซึ่ง ได้รับอิทธิพลจากขนมของโปรตุเกส ไข่ที่ใช้ทำขนมนี้จะตีให้ขึ้นฟู ก่อนนำไปผสม ขนมบางชนิดเช่น ต้องแยกไข่ขาวและไข่แดงออกจากกัน แล้วใช้แต่ไข่แดงไปทำขนม

ถั่วและงา

ถั่วและงาจัดเป็นส่วนผสมที่สำคัญในขนมไทย การใช้ถั่วเขียวนึ่งละเอียดมาทำขนมพบไดตั้งแต่สมัยอยุธยา เช่นขนมภิมถั่วทำด้วยถั่วเหลืองหรือถั่วเขียวกวนมาอัดใส่พิมพ์ ถั่วและงาที่นิยมใช้ในขนมไทยมีดังนี้

  • ถั่วเขียวเราะเปลือก มีชื่อเรียกหลายชื่อ เช่น ถั่วทอง ถั่วซีก ถั่วเขียวที่ใช้ต้องล้งและแช่น้ำค้างคืนก่อนเอาไปนึ่ง
  • ถั่วดำ ใช้ใส่ในขนมไทยไม่กี่ชนิด และใส่ทั้งเม็ด เช่น ข้าวต้มหมัด ข้าวหลาม ถั่วดำต้มน้ำตาล ขนมถั่วดำ
  • ถั่วลิสง ใช้น้อย ส่วนใหญ่ใช้โรยหน้าขนมผักกาดกวน ใส่ในขนมจ่ามงกุฏ ใส่ในรูปที่คั่วสุกแล้ว
  • งาขาวและงาดำ ใส่เป็นส่วนผสมสำคัญในขนมบางชนิดเช่น ขนมเทียนสลัดงา ขนมแดกงา

กล้วย

กล้วยมีส่วนเกี่ยวข้องกับขนมไทยหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น ขนมกล้วย กล้วยกวน กล้วยเชื่อม กล้วยแขกทอด หรือใช้กล้วยเป็นไส้ เช่น ข้าวต้มมัด ข้าวเหนียวปิ้งไส้กล้วย ข้าวเม่า กล้วยที่ใช้ส่วนใหญ่เป็นกล้วยน้ำว้า กล้วยแต่ละชนิดเมื่อนำมาทำขนมบางครั้งจะให้สีต่างกัน เช่น กล้วยน้ำว้าเมื่อนำไปเชื่อมให้สีแดง กล้วยไข่ให้สีเหลือง เป็นต้น

สี

สีที่ได้จากธรรมชาติและใช้ในขนมไทย มีดังนี้

  • สีเขียว ได้จากใบเตยโขลกละเอียด คั้นเอาแต่น้ำ
  • สีน้ำเงินจากดอกอัญชัน เด็ดกลีบดอกอัญชันแช่ในน้ำเดือด ถ้าบีบน้ำมะนาวลงไปเล็กน้อยจะได้สีม่วง
  • สีเหลืองจากขมิ้นหรือหญ้าฝรั่น
  • สีแดงจากครั่ง
  • สีดำจากกาบมะพร้าวเผาไฟ นำมาโขลกผสมน้ำแล้วกรอง

กลิ่นหอม

กลิ่นหอมที่ใช้ในขนมไทยได้แก่

  • กลิ่นน้ำลอยดอกมะลิ ใช้ดอกมะลิที่เก็บในตอนเช้า แช่ลงในน้ำต้มสุกที่เย็นแล้วให้ก้านจุ่มอยู่ในน้ำ ปิดฝาทิ้งไว้ 1 คืน รุ่งขึ้นจึงกรอง นำนำไปใช้ทำขนม
  • กลิ่นดอกกระดังงา นิยมใช้อบขนมแห้ง โดยเด็ดกลีบกระดังงามาลนเทียนอบให้หอม ใส่ขวดโหลที่ใส่ขนมไว้ ปิดฝาให้สนิท
  • กลิ่นเทียนอบ จุดไฟที่ปลายเทียนอบทั้งสองข้างให้ลุกสักครู่หนึ่งแล้วดับไฟ วางลงในถ้วยตะไล ใส่ในขวดโหลที่ใส่ขนม ปิดผาให้สนิท
  • กลิ่นใบเตย หั่นใบเตยที่ล้างสะอาดเป็นท่อนยาว ใส่ลงไปในขนม

ขนมไทยแต่ละภาค

ภาคเหนือ

ส่วนใหญ่จะทำจากข้าวเหนียว และส่วนใหญ่จะใช้วิธีการต้ม เช่น ขนมเทียน ขนมวง ข้าวต้มหัวหงอก มักทำกันในเทศกาลสำคัญ เช่นเข้าพรรษา สงกรานต์

ขนมที่นิยมทำในงานบุญเกือยทุกเทศกาลคือขนมใส่ไส้หรือขนมจ๊อก ขนมที่หาซื้อได้ทั่วไปคือ ขนมปาดซึ่งคล้ายขนมศิลาอ่อน ข้าวอีตูหรือข้าวเหนียวแดง ข้าวแตนหรือข้าวแต๋น ขนมเกลือ ขนมที่มีรับประทานเฉพาะฤดูหนาว ได้แก่ ข้าวหนุกงา ซึ่งเป็นงาคั่วตำกับข้าวเหนียว ถ้าใส่น้ำอ้อยด้วยเรียกงาตำอ้อย ข้าวแคบหรือข้าวเกรียบว่าว ลูกก่อ ถั่วแปะยี ถั่วแระ ลูกลานต้ม[9]

ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน ขนมพื้นบ้านได้แก่ ขนมอาละหว่า ซึ่งคล้ายขนมหม้อแกง ขนมเปงม้ง ซึ่งคล้ายขนมอาละหว่าแต่มีการหมักแป้งให้ฟูก่อน ขนมส่วยทะมินทำจากข้าวเหนียวนึ่ง น้ำตาลอ้อยและกะทิ ในช่วงที่มีน้ำตาลอ้อยมากจะนิยมทำขนมอีก 2 ชนิดคือ งาโบ๋ ทำจากน้ำตาลอ้อยเคี่ยวให้เหนียวคล้ายตังเมแล้วคลุกงา กับ แปโหย่ ทำจากน้ำตาลอ้อยและถั่วแปยี มีลักษณะคล้ายถั่วตัด

ภาคกลาง

ส่วนใหญ่ทำมาจากข้าวเจ้า เช่น ข้าวตัง นางเล็ด ข้าวเหนียวมูล และมีขนมที่หลุดลอดมาจากรั้ววัง จนแพร่หลายสู่สามัญชนทั่วไป เช่น ลูกชุบ หม้อข้าวหม้อแกง ฝอยทอง ทองหยิบ เป็นต้น

ภาคอีสาน

เป็นขนมที่ทำกันง่ายๆ ไม่พิถีพิถันมากเหมือนขนมภาคอื่น ขนมพื้นบ้านอีสานได้แก่ ข้าวจี่ บายมะขามหรือมะขามบ่ายข้าว ข้าวโป่ง นอก จากนั้นมักเป็นขนมในงานบุญพิธี ที่เรียกว่า ข้าวประดับดิน โดยชาวบ้านนำข้าวที่ห่อใบตอง มัดด้วยตอกแบบข้าวต้มมัด กระยาสารท ข้าวทิพย์ ข้าวยาคู ขนมพื้นบ้านของจังหวัดเลยมักเป็นขนมง่ายๆ เช่น ข้าวเหนียวนึ่งจิ้มน้ำผึ้ง ข้าวบ่ายเกลือ คือข้าวเหนียวปั้นเป็นก้อนจิ้มเกลือให้พอมีรสเค็ม ถ้ามีมะขามจะเอามาใส่เป็นไส้เรียกมะขามบ่ายข้าว น้ำอ้อยกะทิ ทำด้วยน้ำอ้อยที่เคี่ยวจนเหนียว ใส่ถั่วลิสงคั่วและมะพร้าวซอย ข้าวพองทำมาจากข้าวตากคั่วใส่มะพร้าวหั่นเป็นชิ้นๆ และถั่วลิสงคั่ว กวนกับน้ำอ้อยจนเหนียวเทใส่ถาด ในงานบุญต่างๆจะนิยมทำขนมปาด (คล้ายขนมเปียกปูนของภาคกลาง) ลอดช่อง และขนมหมก (แป้งข้าวเหนียวโม่ ปั้นเป็นก้อนกลมใส่ไส้กระฉีก ห่อเป็นสามเหลี่ยมคล้ายขนมเทียน นำไปนึ่ง)

ภาคใต้

ชาวใต้มีความเชื่อในเทศกาลวันสารท เดือนสิบ จะทำบุญด้วยขนมที่มีเฉพาะในท้องถิ่นภาคใต้เท่านั้น เช่น ขนมลา ขนมพอง ข้าวต้มห่อด้วยใบกะพ้อ ขนมบ้าหรือขนมลูกสะบ้า ขนมดีซำหรือเมซำ ขนมเจาะหูหรือเจาะรู ขนมไข่ปลา ขนมแดง เป็นต้น

ตัวอย่างของขนมพื้นบ้านภาคใต้ได้แก่

  • ขนมหน้าไข่ ทำจากแป้งข้าวเจ้านวดกับน้ำตาล นำไปนึ่ง หน้าขนมทำด้วย กะทิผสมไข่ น้ำตาล เกลือ ตะไคร้และหัวหอม ราดบนตัวขนม แล้วนำไปนึ่งอีกครั้ง
  • ขนมฆีมันไม้ เป็นขนมของชาวไทยมุสลิม ทำจากมันสำปะหลังนำไปต้มให้สุก โรยด้วยแป้งข้าวหมาก เก็บไว้ 1 คืน 1 วันจึงนำมารับประทาน
  • ขนมจู้จุน ทำจากแป้งข้าวเจ้านวดกับน้ำเชื่อม แล้วเอาไปทอด มีลักษณะเหนียวและอมน้ำมัน
  • ขนมคอเป็ด ทำจากแป้งข้าเจ้าผสมกับแป้งข้าวเหนียว นวดรวมกับไข่ไก่ รีดเป็นแผ่น ตัดเป็นชิ้นๆ เอาไปทอด สุกแล้วเอาไปเคล้ากับน้ำตาลโตนดที่เคี่ยวจนเหนียวข้น
  • ขนมคนที ทำจากใบคนที ผสมกับแป้งและน้ำตาล นึ่งให้สุก คลุกกับมะพร้าวขูด จิ้มกับน้ำตาลทราย
  • ขนมกอแหละ ทำจากแป้งข้าวเจ้ากวนกับกะทิและเกลือ เทใส่ถาด โรยต้นหอม ตัดเป็นชิ้นๆ โรยหน้าด้วย มะพร้าวขูดคั่ว กุ้งแห้งป่น และน้ำตาลทราย
  • ขนมก้านบัว ทำจากข้าวเหนียวนึ่งสุก นำไปโขลกด้วยครกไม้จนเป็นแป้ง รีดให้แบน ตากแดดจนแห้ง ตัดเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ทอดให้สุก ฉาบด้วยน้ำเชื่อม
  • ข้าวเหนียวเชงา เป็นข้าวเหนียวนึ่งสุก ตำผสมกับงาและน้ำตาลทราย
  • ข้าวเหนียวเสือเกลือก คล้ายข้าวโพดคลุกของภาคกลางแต่เปลี่ยนข้าวโพดเป็นข้าวเหนียวนึ่งสุกและใส่กะทิด้วย
  • ขี้หมาพองเช มีลักษณะเป็นก้อนๆ ทำจากข้าวเหนียวคั่วสุกจนเป็นสีน้ำตาล ตำให้ละเอียดเคล้ากับมะพร้าวขูด น้ำตาลโตนดที่เคี่ยวจนข้น เคล้ให้เข้ากันดี แล้วปั้นเป็นก้อน

หางาน สมัครงาน งานราชการ